สอนแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอร์

วิธีเช็คเน็ตช้า เน็ตหลุด ด้วย ping -t แบบที่ช่างเขาทำกัน

วิธีเช็คเน็ตช้า เน็ตหลุด ด้วย ping -t แบบที่ช่างเขาทำกัน

เวลาเน็ตมีปัญหา ไม่ว่าจะช้า หลุด หรือใช้ไม่ได้ สิ่งแรกที่ช่างทำคือเปิด CMD แล้วพิมพ์ ping 8.8.8.8 -t ครับ

ฟังดูง่าย แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าทำไมต้องใส่ -t ด้วย และอ่านผลลัพธ์ที่ได้มาเป็นยังไง วันนี้อธิบายครับ

วิธีเช็คเน็ตด้วย ping


ping คืออะไร ใช้เช็คอะไร

ping คือคำสั่งที่ส่งสัญญาณทดสอบไปยัง server ปลายทาง แล้วรอให้ server ตอบกลับมา เปรียบง่ายๆ คือการตะโกนถามว่า "มีใครอยู่ไหม" แล้วรอฟังเสียงตอบ

สิ่งที่เช็คได้:

  • เน็ตเชื่อมต่อออก internet ได้ไหม
  • ความหน่วงของสัญญาณ (Latency) หน่วยเป็น ms
  • Packet Loss หรือข้อมูลสูญหายระหว่างทาง

เบอร์ที่นิยม ping:

  • 8.8.8.8 — Google DNS (เร็ว เสถียร เช็คออก internet ได้)
  • 1.1.1.1 — Cloudflare DNS (เร็วกว่าในบางพื้นที่)
  • 192.168.1.1 — Router ในบ้าน (เช็คว่าต่อ router ได้ไหม)

ping คืออะไร


ทำไมต้องใส่ -t ด้วย

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดครับ

ping ปกติ (ไม่มี -t): ส่งสัญญาณแค่ 4 ครั้งแล้วหยุดเลย ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่สำหรับการ monitor เน็ตที่หลุดเป็นช่วงๆ

ping -t: ส่งสัญญาณซ้ำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่หยุดจนกว่าจะกด Ctrl+C เพื่อหยุดเอง ทำให้เห็นได้ว่าเน็ตหลุดตอนไหนบ้าง และหลุดบ่อยแค่ไหน

ถ้า ping แค่ 4 ครั้งและเน็ตหลุดทุก 30 วินาที โอกาสเห็นปัญหามีน้อยมาก แต่ถ้า ping -t ค้างไว้ 5 นาที จะเห็นว่าหลุดตอนไหนบ้าง

ping vs ping -t


วิธีใช้ ping -t ขั้นตอน

วิธีเปิด CMD:

  1. กด Windows + R
  2. พิมพ์ cmd แล้วกด Enter
  3. หน้าต่างดำๆ จะเปิดขึ้นมา

คำสั่งที่ใช้:

ping 8.8.8.8 -t

กด Enter แล้วปล่อยไว้ครับ จะเห็นข้อความวิ่งขึ้นมาเรื่อยๆ

วิธีหยุด: กด Ctrl + C

วิธีใช้ ping -t


อ่านผลลัพธ์เป็น

ผลลัพธ์ที่ได้จะเห็นแบบนี้ทุกบรรทัด:

Reply from 8.8.8.8: bytes=32 time=12ms TTL=118

สิ่งที่ต้องดู:

  • time=XXms คือ latency หน่วย millisecond
  • Request timed out คือเน็ตหลุดหรือไม่ตอบสนอง
  • Destination host unreachable คือต่อไม่ถึงเลย

ค่า ms ที่ควรเป็น:

| ค่า ms | หมายความว่า | |--------|------------| | 1-20 ms | ดีมาก ใช้งานได้สบาย | | 20-50 ms | ปกติ ไม่มีปัญหา | | 50-100 ms | เริ่มสังเกตได้ในเกม | | 100-200 ms | ช้าพอสังเกต | | 200ms ขึ้นไป | ช้ามาก ใช้ยาก | | Request timed out | เน็ตหลุด |

อ่านผลลัพธ์ ping


วิธีเช็คว่าปัญหาอยู่ที่ไหน

การ ping เดียวบอกได้แค่ว่า "เน็ตมีปัญหา" แต่ถ้าอยากรู้ว่าปัญหาอยู่ที่ router หรือ ISP ต้อง ping สองจุดเปรียบเทียบครับ

Step 1: ping router ก่อน

ping 192.168.1.1 -t

(หรือ 192.168.0.1 แล้วแต่ยี่ห้อ router)

Step 2: ping internet

ping 8.8.8.8 -t

อ่านผล:

  • router ตอบปกติ แต่ 8.8.8.8 timeout → ปัญหาอยู่ที่ ISP หรือสายออกบ้าน
  • router ก็ timeout ด้วย → ปัญหาอยู่ที่ router หรือสาย LAN

เช็คปัญหา router vs ISP


วิธีทำ Shortcut ping -t บน Desktop

ไม่อยากเปิด CMD แล้วพิมพ์คำสั่งทุกครั้ง ทำ Shortcut ไว้บน Desktop ดับเบิลคลิกได้เลยครับ

วิธีทำ:

  1. คลิกขวาบน Desktop → New → Shortcut
  2. พิมพ์ location ว่า:
cmd.exe /k ping 8.8.8.8 -t
  1. กด Next → ตั้งชื่อ เช่น "เช็คเน็ต" → Finish

ครั้งหน้าดับเบิลคลิกที่ Shortcut นี้ได้เลย CMD จะเปิดและเริ่ม ping ทันที

ทำ Shortcut ping -t

วิดีโอด้านล่างสอนวิธีทำ Shortcut แบบละเอียด:


ทำไมต้องพิมพ์ -t ต่อท้าย อธิบายเพิ่มเติม


สรุปผลหลังจาก ping -t

สรุป ping -t

ตอน Ctrl+C หยุด CMD จะสรุปผลให้อัตโนมัติ:

Ping statistics for 8.8.8.8:
    Packets: Sent = 120, Received = 115, Lost = 5 (4% loss)

อ่านผล:

  • Lost = 0 ดีมาก ไม่มี packet loss
  • Lost 1-2% ยอมรับได้
  • Lost 5% ขึ้นไป มีปัญหาจริง ควรแจ้ง ISP
  • Lost สูงมาก เน็ตหลุดบ่อย ต้องแก้ไขด่วน

สิ่งที่ควรทำเมื่อเน็ตมีปัญหา

  1. เปิด ping -t ไว้ก่อนสังเกต 5-10 นาที
  2. ถ่ายรูปหน้าจอผลลัพธ์ไว้
  3. ping router เพิ่มเพื่อหาว่าปัญหาอยู่ที่ไหน
  4. ถ้าปัญหาอยู่ที่ ISP โทรแจ้งพร้อมข้อมูลที่ได้

สิ่งที่ควรทำเมื่อเน็ตมีปัญหา

ช่างเน็ตจะถามว่า "เน็ตช้าหรือหลุด" ถ้ามีข้อมูล ping ให้ดูด้วยการแก้ไขจะเร็วขึ้นมากครับ


แชร์บทความนี้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ผู้อ่านควรสำรองข้อมูลสำคัญทุกครั้งก่อนทำตามขั้นตอนใดๆ โยโยคอมพิวเตอร์ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปปฏิบัติ ผู้อ่านยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ

สุทินันท์ ปูคะภาค (โย) - ช่างคอมพิวเตอร์

เขียนโดย

สุทินันท์ ปูคะภาค (โย)

ช่างคอมพิวเตอร์ประสบการณ์กว่า 20 ปี จากจังหวัดสระบุรี แชร์ความรู้ไอทีผ่านบทความและวิดีโอ YouTube เพื่อให้ทุกคนแก้ปัญหาคอมได้ด้วยตัวเอง

ดูวิดีโอบน YouTube