ปัญหา: ปิดเครื่องทีไร ต้องรอ Windows Update ทุกที
เคยเจอไหมครับ จะปิดเครื่องกลับบ้านทั้งที แต่ Windows ดันขึ้นว่า “Installing updates… Do not turn off your computer” แล้วก็ต้องนั่งรอ 10-30 นาที บางทีนานกว่าชั่วโมง
จากประสบการณ์ซ่อมคอมมากว่า 20 ปี ผมเจอปัญหานี้บ่อยมากครับ ลูกค้าหลายรายถึงขั้น กดปุ่ม Power ค้างดับเครื่อง ระหว่างที่ Windows กำลังอัพเดท ซึ่งอันตรายมากเพราะอาจทำให้ เครื่องเปิดไม่ขึ้นเลย
ผมเจอเคสลูกค้าที่กดปิดเครื่องดื้อๆ ระหว่าง Update แล้วเครื่องวนรีสตาร์ทไม่จบ ต้องลง Windows ใหม่ เสียเวลาและเสียเงินเพิ่มอีก
ปิด Windows Update ดีจริงไหม? (ข้อดี vs ข้อเสีย)
ก่อนจะปิด มาดูข้อดีข้อเสียกันก่อนครับ:
| เปิด Update (ค่าปกติ) | ปิด Update | |
|---|---|---|
| ความปลอดภัย | ได้รับ Patch ล่าสุด ป้องกันไวรัส | เสี่ยงถูกโจมตีจากช่องโหว่ที่ยังไม่ได้แพทช์ |
| ความเร็ว | ช้าตอนอัพเดท | ไม่มีอะไรมาดึงทรัพยากร |
| ความเสถียร | บางทีอัพเดทแล้วมีบั๊กใหม่ | ระบบคงที่ไม่เปลี่ยน |
| เหมาะกับ | เครื่องเร็ว, ต่อเน็ตตลอด | เครื่องช้า, ใช้งานจำกัด |
คำแนะนำจากผม: ถ้าเครื่องสเปคดีและต่อเน็ตตลอด ไม่แนะนำให้ปิดครับ แต่ถ้าเครื่องเก่า สเปคต่ำ หรือใช้ Windows 7 ที่ Microsoft หยุด support แล้ว การปิดก็เป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล
วิธีปิด Windows Update แต่ละเวอร์ชัน
วิธีที่ 1: ปิด Windows Update ใน Windows 7
Windows 7 ปิดได้ง่ายที่สุดครับ ทำตามขั้นตอนนี้:
ขั้นตอนที่ 1 - กดที่ Start แล้วเลือก Control Panel
ขั้นตอนที่ 2 - หน้าจอ Control Panel จะขึ้นมา ให้เปลี่ยน View by เป็น Small icons เพื่อให้หาเมนูง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 - หาคำว่า Windows Update แล้วคลิกเข้าไป
ขั้นตอนที่ 4 - จะเห็นโล่สีเขียว หมายถึงระบบกำลังอัพเดทอยู่ ให้คลิกที่ Change settings ทางซ้ายมือ
ขั้นตอนที่ 5 - ตรง Important updates ให้เลือกเป็น Never check for updates
ขั้นตอนที่ 6 - เอาเครื่องหมายถูกออกทั้ง 2 ช่อง แล้วกด OK
ขั้นตอนที่ 7 - เสร็จแล้วจะเห็นหน้าจอแบบนี้ แสดงว่าปิดสำเร็จครับ
วิธีที่ 2: ปิด Windows Update ใน Windows 10
Windows 10 ไม่มีปุ่มปิดตรงๆ เหมือน Windows 7 แต่ทำได้ผ่าน Services ครับ:
- กด Windows + R พิมพ์
services.mscแล้วกด Enter - หา Windows Update ในรายการ (เรียงตามตัวอักษร)
- ดับเบิ้ลคลิก แล้วเปลี่ยน Startup type เป็น Disabled
- กดปุ่ม Stop เพื่อหยุดทันที
- กด OK
หมายเหตุ: Windows 10 อาจเปิด Service กลับมาเองในบางกรณี ถ้าเจอแบบนี้ให้ทำซ้ำอีกครั้งครับ
วิธีที่ 3: ปิด Windows Update ใน Windows 11 (อัพเดท 2026)
Windows 11 ปิดยากกว่า Windows 10 อีกครับ Microsoft พยายามบังคับให้อัพเดทมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีทางทำได้:
วิธี 3.1 - หยุดชั่วคราว (Pause Updates)
- ไปที่ Settings → Windows Update
- กด Pause updates เลือกระยะเวลาที่ต้องการ (สูงสุด 5 สัปดาห์)
- หมดเวลาแล้ว Windows จะอัพเดทอัตโนมัติทันที
วิธีนี้เหมาะกับคนที่แค่อยากเลื่อนออกไปก่อน ไม่ได้ต้องการปิดถาวร
วิธี 3.2 - ปิดผ่าน Services (ปิดถาวร)
- กด Windows + R พิมพ์
services.mscแล้วกด Enter - หา Windows Update ในรายการ
- ดับเบิ้ลคลิก → เปลี่ยน Startup type เป็น Disabled
- กดปุ่ม Stop → กด OK
- หา Windows Update Medic Service ด้วย → เปลี่ยนเป็น Disabled เช่นกัน
ใน Windows 11 มี Service ตัวใหม่ชื่อ Windows Update Medic Service (WaaSMedicSvc) ที่คอยเปิด Windows Update กลับมาอัตโนมัติ ถ้าไม่ปิดตัวนี้ด้วย Service เดิมจะกลับมาทำงานเองครับ
ถ้าสนใจฟีเจอร์ใหม่ของ Windows 11 ก่อนตัดสินใจว่าจะอัพเดทไหม ลองอ่าน Windows 11 25H2 มีอะไรใหม่ ดูก่อนได้ครับ
วิธีที่ 4: ปิดผ่าน Group Policy Editor (Windows 10/11 Pro ขึ้นไป)
วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะ Windows 10 Pro / Windows 11 Pro / Enterprise / Education ครับ ถ้าใช้ Home edition จะไม่มี Group Policy ให้ข้ามไปวิธีที่ 5 (Registry) แทน
- กด Windows + R พิมพ์
gpedit.mscแล้วกด Enter - ไปที่ Computer Configuration → Administrative Templates → Windows Components → Windows Update → Manage end user experience
- ดับเบิ้ลคลิกที่ Configure Automatic Updates
- เลือก Disabled แล้วกด OK
- รีสตาร์ทเครื่อง หรือเปิด Command Prompt (Admin) แล้วพิมพ์
gpupdate /force
วิธีนี้ผมใช้กับเครื่องลูกค้าที่เป็นออฟฟิศบ่อยครับ เพราะเป็นการตั้งค่าระดับ Policy ที่ Windows ให้ความสำคัญสูง ไม่กลับมาเปิดเองเหมือนการปิดผ่าน Services ถ้าวันไหนอยากอัพเดทก็ไปที่ Settings → Windows Update แล้วกด Check for updates ด้วยตัวเองได้ ไม่ได้ปิดตายถาวร
วิธีเช็คว่าเครื่องเป็น Pro หรือ Home: กด Windows + R พิมพ์ winver กด Enter ดูบรรทัดที่เขียนว่า Windows 10/11 Home หรือ Pro ถ้าใช้ Home ให้ข้ามไปใช้ Registry แทนครับ ถ้ายังไม่รู้ว่าใช้ Windows อะไรอยู่ ลองอ่านวิธีเช็คเวอร์ชัน Windows ก่อนได้ครับ
วิธีที่ 5: ปิดผ่าน Registry Editor (ใช้ได้ทุก Edition รวม Home)
วิธีนี้เหมาะกับคนที่ปิดผ่าน Services แล้ว แต่ Windows ดื้อเปิดกลับมาเอง ซึ่งเจอบ่อยใน Windows 10 และ 11 ครับ และเหมาะกับคนที่ใช้ Windows Home edition ที่ไม่มี Group Policy
- กด Windows + R พิมพ์
regeditแล้วกด Enter - ไปที่ path นี้:
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Policies\Microsoft\Windows\WindowsUpdate\AU - ถ้าไม่มี folder WindowsUpdate กับ AU ให้คลิกขวา → New → Key สร้างขึ้นมา
- ใน folder AU คลิกขวา → New → DWORD (32-bit) Value
- ตั้งชื่อเป็น NoAutoUpdate
- ดับเบิ้ลคลิก ใส่ค่าเป็น 1 แล้วกด OK
- รีสตาร์ทเครื่อง
วิธีนี้เป็นการตั้ง Policy ระดับ Registry เลยครับ Windows จะไม่ Auto Update อีก แต่ยังกดอัพเดทเองได้ถ้าต้องการ
ถ้าอยากเปิดกลับ: ลบ key NoAutoUpdate ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 แล้วรีสตาร์ท
เทคนิคจากช่างคอม: ถ้าใช้ Windows 11 แล้วปิดผ่าน Registry ข้างบนยังไม่ได้ผล ลองเพิ่ม DWORD อีกตัวชื่อ AUOptions ค่า 1 ไว้ใน path เดียวกัน แล้วรีสตาร์ทอีกรอบ ค่า 1 หมายถึง “แจ้งเตือนก่อนดาวน์โหลด” ซึ่งจะไม่ดาวน์โหลดอะไรเองจนกว่าเรากดอนุญาต ถ้าเครื่องอัพเดทแล้วรีสตาร์ทเองตลอด ก็ลองใช้วิธีนี้ช่วยได้ครับ
เปรียบเทียบวิธีปิด Update แต่ละเวอร์ชัน
| วิธี | Windows 7 | Windows 10 | Windows 11 |
|---|---|---|---|
| Control Panel | ✅ ง่ายมาก | ❌ ไม่มีตัวเลือก | ❌ ไม่มีตัวเลือก |
| Services (Disabled) | ✅ ได้ | ✅ วิธีหลัก | ✅ ต้องปิด Medic ด้วย |
| Group Policy (Pro) | ✅ ได้ | ✅ ได้ (Pro ขึ้นไป) | ✅ ได้ (Pro ขึ้นไป) |
| Registry Editor | ✅ ได้ | ✅ ทุก Edition | ✅ ทุก Edition |
| Pause Updates | ❌ ไม่มี | ✅ หยุดชั่วคราว 35 วัน | ✅ หยุดชั่วคราว 35 วัน |
| ความยากง่าย | ง่าย | ปานกลาง | ยากขึ้น |
ถ้าใช้ Windows 11 แล้วสนใจดูว่าฟีเจอร์ใหม่มีอะไรบ้าง ก่อนตัดสินใจปิดอัพเดท ลองอ่าน เปรียบเทียบ Windows 10 vs 11 ดูก่อนได้ครับ
ปิดแล้ว อยากเปิดกลับมาได้ไหม?
ได้ครับ 100% ทุกวิธีที่บอกไปสามารถกลับมาเปิดใหม่ได้ทั้งหมด:
- Windows 7: กลับไป Control Panel → Windows Update → Change settings → เลือก Install updates automatically
- Windows 10/11: กลับไป Services → Windows Update → เปลี่ยน Startup type เป็น Automatic แล้วกด Start
ผมแนะนำว่า ถ้าปิดไว้ ก็ควรเปิดมาอัพเดทสักเดือนละครั้ง เลือกวันที่ว่างๆ ไม่ต้องรีบปิดเครื่องครับ
ทำไม Windows ถึง Force Update? (เหตุผลที่ Microsoft บังคับ)
หลายคนสงสัยว่าทำไม Microsoft ไม่ปล่อยให้ปิด Update ง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน ผมอธิบายให้ฟังครับ
เหตุผลหลัก คือเรื่องความปลอดภัย ย้อนไปสมัย Windows XP และ 7 ที่ปิด Update ได้ง่าย ผลที่ตามมาคือคนส่วนใหญ่ปิดแล้วไม่เคยเปิดกลับเลย พอมีช่องโหว่ร้ายแรง เช่น WannaCry ransomware ปี 2017 เครื่องที่ไม่ได้อัพเดทก็โดนกันระนาว ข้อมูลถูกเข้ารหัสเรียกค่าไถ่
Microsoft เลยค่อยๆ บังคับมากขึ้นเรื่อยๆ:
- Windows 7: ปิดได้เลยจาก Control Panel
- Windows 10: ซ่อนตัวเลือกปิดไว้ ต้องไปปิดที่ Services
- Windows 11: เพิ่ม Medic Service คอยเปิด Update กลับมาอัตโนมัติ
อีกเหตุผลหนึ่งคือ Microsoft ต้องการให้ทุกเครื่องอยู่บน version เดียวกัน จะได้ไม่ต้อง support version เก่าๆ หลายตัว ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่สำหรับผู้ใช้ที่เครื่องสเปคต่ำ การ Force Update นี้สร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหาครับ
ข้อเสียของการปิด Windows Update ที่ต้องรู้
ก่อนตัดสินใจปิด ต้องเข้าใจความเสี่ยงให้ดีก่อนครับ:
1. ช่องโหว่ความปลอดภัย (Security Vulnerabilities)
ทุกเดือน Microsoft จะออก Security Patch แก้ช่องโหว่ใหม่ ถ้าไม่อัพเดท เครื่องก็มีช่องโหว่ที่แฮกเกอร์รู้แล้วว่ามีอยู่ โดยเฉพาะช่องโหว่ระดับ Critical ที่สามารถเข้ายึดเครื่องได้โดยไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ต่อเน็ต
ถ้าปิด Update แล้ว ผมแนะนำให้ลง โปรแกรม Antivirus ตัวดีๆ ไว้ และสแกนไวรัสเป็นประจำครับ
2. ไม่ได้รับ Feature ใหม่
บาง Update เป็นการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ เช่น Windows 11 เพิ่ม Copilot AI, ปรับ Taskbar, เพิ่มฟีเจอร์ Snap Layout ถ้าปิด Update ก็จะไม่ได้ฟีเจอร์เหล่านี้
3. ซอฟต์แวร์บางตัวอาจใช้ไม่ได้
บาง app หรือ driver เวอร์ชันใหม่อาจต้องการ Windows build ล่าสุด ถ้า Windows เก่าเกินไปอาจลงไม่ได้ หรือใช้งานมีปัญหา
4. ปัญหาสะสม
ถ้าปิดนานแล้ววันหนึ่งเปิดกลับมา อาจต้องอัพเดททีเดียวหลายสิบ GB ซึ่งใช้เวลานานมากและเครื่องอาจค้างระหว่างอัพเดท ถ้าเจอจอฟ้า (Blue Screen) หลังอัพเดทก็อย่าตกใจ มีวิธีแก้ได้ครับ
ทางเลือกอื่นนอกจากปิด Update
ถ้าไม่อยากปิดถาวร ลองวิธีนี้ดูครับ:
| ทางเลือก | วิธีทำ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| ตั้งเวลาอัพเดท | Settings → Windows Update → Active hours | คนทำงานเวลาแน่นอน |
| ใช้ Metered Connection | Settings → Network → Metered connection | ใช้เน็ตมือถือ hotspot |
| Pause Updates | Settings → Pause updates | ต้องการหยุดชั่วคราว |
| เลือก Update ด้วยตนเอง | ปิด Auto แล้วกดอัพเดทเอง | คนชอบควบคุมเอง |
ถ้าเครื่องช้าอยู่แล้วโดยไม่เกี่ยวกับ Update ลองอ่าน 10 วิธีแก้คอมช้าให้เร็วขึ้นทันที ด้วยครับ อาจช่วยได้เยอะ
เรื่องที่ลูกค้าถามบ่อย
“ปิด Update แล้วจะโดนไวรัสไหม?”
ก็มีความเสี่ยงเพิ่มครับ แต่ถ้าใช้ Antivirus ดีๆ + ไม่เข้าเว็บแปลกๆ + ไม่เปิดไฟล์จากอีเมลที่ไม่รู้จัก ก็ปลอดภัยในระดับหนึ่ง ผมเจอลูกค้าปิด Update มาหลายปี ไม่เคยมีปัญหา เพราะเขาระวังตัวดี
“Windows 7 ยังใช้ได้อยู่ไหม?”
Microsoft หยุด support Windows 7 ตั้งแต่ปี 2020 ครับ ไม่มี Security Update ให้แล้ว ถ้าเครื่องสเปคพอ ผมแนะนำอัพเกรดเป็น Windows 10 หรือ 11 ดีกว่าครับ แต่ถ้าเครื่องเก่าจริงๆ สเปคไม่พอ ก็ใช้ Windows 7 ต่อได้ แค่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยให้มากขึ้น
“กดปิดเครื่องดื้อๆ ตอนกำลังอัพเดท อันตรายไหม?”
อันตรายมากครับ ผมเจอเคสแบบนี้เดือนละ 2-3 ราย เครื่องอาจเปิดไม่ขึ้น วนรีสตาร์ท หรือ Windows เสียหายจนต้องลงใหม่ ถ้าเจอว่ากำลังอัพเดทอยู่ รอให้จบครับ ถึงจะนานแค่ไหนก็ต้องรอ
ถ้าเครื่องช้าหลังอัพเดท ลองอ่านวิธีแก้คอมช้าหลัง Windows Update ดูครับ มีหลายวิธีที่ช่วยได้
ประสบการณ์ช่างคอม: เรื่องจริงจากหน้าร้าน
ผมเจอเคสที่น่าสนใจเยอะครับ เรื่องนี้:
- ลูกค้าออฟฟิศ: จะปิดเครื่องกลับบ้าน Windows อัพเดทรอ 45 นาที กลัวทิ้งไว้ไฟไหม้ สุดท้ายกดปิดดื้อๆ วันรุ่งขึ้นเครื่องเข้า Windows ไม่ได้ ต้องลงใหม่
- ลูกค้าร้านค้า: ใช้คอมคิดเงิน Windows Update ดึงเน็ตจนระบบช้ามาก ขายของไม่ได้ครึ่งวัน ปิด Update แล้วทุกอย่างกลับมาปกติ
- ลูกค้าผู้สูงอายุ: ไม่รู้ว่าหน้าจอที่ขึ้นมาคืออะไร กลัวไวรัส โทรมาตกใจ พอผมอธิบายว่าแค่อัพเดทก็โล่งใจ
สรุป
| ขั้นตอน | Windows 7 | Windows 10/11 |
|---|---|---|
| เข้าที่ไหน | Control Panel → Windows Update | Services → Windows Update |
| ตั้งค่าอะไร | Never check for updates | Startup type: Disabled |
| เปิดกลับ | Install updates automatically | Startup type: Automatic |
| ความยาก | ง่ายมาก | ง่าย (แค่รู้วิธี) |
คำแนะนำสุดท้าย: ไม่ว่าจะปิดหรือเปิด Update สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่ากดปิดเครื่องดื้อๆ ระหว่างที่ Windows กำลังอัพเดท ถ้ารำคาญเรื่องนี้จริงๆ ปิด Auto Update แล้วเลือกอัพเดทด้วยตัวเองในวันที่ว่างจะดีที่สุดครับ ถ้าเครื่องเก่าจริงๆ อยากลง Windows ใหม่ให้สะอาด ลองอ่านวิธีลง Windows ใหม่แบบละเอียดครับ
คำถามที่พบบ่อย
ปิด Windows Update แล้ว Windows Defender ยังทำงานอยู่ไหม?
Windows Defender ยังทำงานอยู่ครับ แต่ตัว Virus Definition (ฐานข้อมูลไวรัส) จะไม่ได้รับการอัพเดท ทำให้ตรวจจับไวรัสใหม่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าปิด Windows Update แนะนำลงโปรแกรม Antivirus ตัวอื่นเสริมที่อัพเดท Definition เองได้ครับ
ปิด Update แล้ว Microsoft Office ยังอัพเดทได้ไหม?
Office อัพเดทแยกกับ Windows Update ครับ ถ้าใช้ Microsoft 365 (แบบ subscription) ตัว Office จะอัพเดทเองผ่าน Click-to-Run ไม่เกี่ยวกับ Windows Update แต่ถ้าใช้ Office 2021 หรือเก่ากว่า การอัพเดทบางส่วนจะผ่าน Windows Update ซึ่งจะหยุดตามไปด้วย
Windows 10 จะหมด support เมื่อไหร่?
Microsoft ประกาศหยุด support Windows 10 ในเดือนตุลาคม 2025 ครับ หลังจากนั้นจะไม่มี Security Update ให้อีก เหมือน Windows 7 ที่หยุดไปก่อนหน้า ถ้าเครื่องสเปคพอรองรับ Windows 11 ได้ แนะนำอัพเกรดครับ แต่ถ้าสเปคไม่ถึง ก็ใช้ต่อได้ แค่ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยให้ดี
ปิด Update ผ่าน Services แล้ว แต่มันเปิดกลับมาเองตลอด ทำไง?
เป็นปัญหาที่เจอบ่อยมากใน Windows 10 และ 11 ครับ เพราะ Microsoft มี Service ตัวหนึ่งชื่อ Windows Update Medic Service ที่คอยตรวจสอบและเปิด Windows Update กลับมา วิธีแก้คือต้องปิด Medic Service ด้วย หรือใช้วิธี Registry Editor ที่ผมอธิบายไว้ด้านบน ซึ่งเป็น Policy ระดับลึกกว่า Services กลับมาเปิดเองไม่ได้ครับ
ปิด Update แล้ว เปิดกลับมาอัพเดททีเดียว เครื่องจะพังไหม?
ไม่พังครับ แต่อาจใช้เวลานานมาก ถ้าปิดมาหลายเดือน อาจต้องดาวน์โหลด Update หลาย GB และติดตั้งหลายรอบ แนะนำให้ทำตอนที่ไม่ต้องใช้เครื่อง เปิดทิ้งไว้ให้มันอัพเดทจนจบ อย่ากดปิดเครื่องระหว่างทาง และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเน็ตเสถียรด้วยครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- 4 แนวทางแก้ไขคอมพิวเตอร์ เข้า Windows ไม่ได้ รีสตาร์ทเองตลอด
- แก้ปัญหา Windows รีสตาร์ทเองหลังอัพเดท
- วิธีสแกนไวรัส Windows แบบละเอียด
- แนะนำโปรแกรม Antivirus ดีๆ ทั้งฟรีและเสียเงิน
- วิธีลง Windows ใหม่ ครบทุกขั้นตอน
- แก้ปัญหาจอฟ้า Blue Screen
- คอมช้า แล็ค ค้าง เพิ่มแรมแล้วก็ไม่หาย มาดูสาเหตุกัน
- เทคนิคการบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ผู้อ่านควรสำรองข้อมูลสำคัญทุกครั้งก่อนทำตามขั้นตอนใดๆ โยโยคอมพิวเตอร์ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปปฏิบัติ ผู้อ่านยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ
เขียนโดย
สุทินันท์ ปูคะภาค (โย)
ช่างคอมพิวเตอร์ประสบการณ์กว่า 20 ปี จากจังหวัดสระบุรี แชร์ความรู้ไอทีผ่านบทความและวิดีโอ YouTube เพื่อให้ทุกคนแก้ปัญหาคอมได้ด้วยตัวเอง
ดูวิดีโอบน YouTubeบทความที่เกี่ยวข้อง
วิธีทำความสะอาดโน๊ตบุ๊ค ล้างฝุ่น เปลี่ยนซิลิโคน ทำเองได้ไม่ต้องไปร้าน [2026]
สอนทำความสะอาดโน๊ตบุ๊คด้วยตัวเอง ตั้งแต่เป่าฝุ่น เช็ดจอ จนถึงแกะเปลี่ยนซิลิโคน CPU ช่างคอม 20 ปี สรุปให้ครบ ทำตามได้ทีละขั้น
วิธีโหลดและติดตั้งฟอนต์ TH Sarabun ใน Windows 10 ครบทุกวิธี [2026]
สอนโหลดฟอนต์ TH Sarabun PSK / New ฟรี พร้อมวิธีติดตั้งใน Windows 10 ทั้ง 3 วิธี คลิกขวา, ลากวาง, และ Control Panel ใช้งานได้ทันที
วิธีปิด UAC Windows 10/11 แก้เด้งถามตลอด
วิธีปิด User Account Control (UAC) ใน Windows 10/11 แก้ปัญหาเด้งถามทุกครั้งที่เปิดโปรแกรม Do you want to allow this app to make changes ตั้งค่าระดับการแจ้งเตือนได้