รู้หรือไม่? ไอที

OneDrive vs Google Drive vs Dropbox เลือกอันไหนดี 2026

OneDrive vs Google Drive vs Dropbox เลือกอันไหนดี 2026

ลูกค้าที่ซื้อโน้ตบุ๊คหรือ PC ใหม่มักถามว่า “ควรใช้ Cloud storage ตัวไหนดี เปิดมาก็มีหลายตัวเต็มไปหมด” บางคนใช้หลายตัวพร้อมกันโดยไม่รู้ว่าซ้ำซ้อน

จากที่ช่วยลูกค้าตั้งค่าคอมมา 20 ปี — ตอบตรงๆ ได้เลยว่า แต่ละตัวเหมาะกับคนละ scenario และส่วนใหญ่ไม่ต้องจ่ายเงินถ้าใช้ถูกวิธี


พื้นที่ฟรีและราคา 2026

บริการฟรีแพลนถูกสุด (บาท/เดือน)เก็บได้
OneDrive5 GB~฿69/เดือน (Microsoft 365 Personal)1 TB
Google Drive15 GB~฿69/เดือน (Google One 100 GB)100 GB
Dropbox2 GB~฿420/เดือน (Plus)2 TB
iCloud5 GB~฿35/เดือน50 GB
MEGA20 GB~฿299/เดือน (Pro Lite)400 GB

หมายเหตุราคา: OneDrive ถ้าซื้อ Microsoft 365 Personal (~฿2,690/ปี) ได้ทั้ง Office + OneDrive 1 TB รวมกัน = คุ้มที่สุดถ้าต้องการ Office ด้วย


ใครเหมาะกับอะไร

OneDrive — เหมาะสำหรับคนใช้ Windows + Office

ถ้าคุณใช้ Windows 11/10 และทำงานกับ Word/Excel/PowerPoint — OneDrive ได้เปรียบชัดมาก

จุดเด่น:

  • รวมกับ Windows ตั้งแต่ติดตั้ง OS ไม่ต้องลงเพิ่ม
  • Backup Desktop/Documents/Pictures อัตโนมัติ กด on แค่ครั้งเดียว
  • ถ้ามี Microsoft 365 ได้ OneDrive 1 TB ทันที
  • Office files เปิดใน browser ได้โดยตรง ไม่ต้องโหลด

จุดด้อย:

  • ฟรีได้แค่ 5 GB (น้อยกว่า Google Drive 3 เท่า)
  • บน Android/iOS ไม่ smooth เท่า Google Drive

เหมาะกับ: ผู้ใช้ Windows ที่ใช้ Office ทำงาน หรือซื้อ Microsoft 365 อยู่แล้ว


Google Drive — เหมาะสำหรับทุกคนที่มี Gmail

Google Drive ได้เปรียบตรงที่ ฟรี 15 GB — มากกว่าคู่แข่งถึง 3 เท่า และรวมกับ Gmail + Google Photos

จุดเด่น:

  • 15 GB ฟรี (มากสุดในบรรดา Big 4)
  • ทำงาน seamless กับ Android (backup รูปถ่ายอัตโนมัติ)
  • Google Docs/Sheets/Slides ทำงานร่วมกันได้แบบ real-time
  • ใช้ได้ทุก platform — Windows, Mac, iOS, Android

จุดด้อย:

  • 15 GB แชร์กับ Gmail และ Google Photos ด้วย ถ้าใช้ Gmail เยอะหมดเร็ว
  • ไม่ได้ integrate กับ Windows เท่า OneDrive

เหมาะกับ: ผู้ใช้ Android, คนที่ใช้ Gmail หลัก, ทีมที่ทำงานร่วมกันแบบ real-time


Dropbox — เหมาะสำหรับมืออาชีพที่ต้องแชร์ไฟล์ใหญ่

Dropbox เป็น cloud storage ที่เก่าแก่ที่สุดและยังเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ของมืออาชีพสาย creative

จุดเด่น:

  • Sync เร็วที่สุดในบรรดาทุกตัว (block-level sync)
  • Dropbox Paper — ทำงานร่วมกันได้
  • Smart Sync ประหยัด space ใน SSD
  • นิยมในสาย design, video editor, agency

จุดด้อย:

  • ฟรีได้แค่ 2 GB (น้อยมาก)
  • ราคาแพงกว่าคู่แข่งมาก (Plus ~฿420/เดือน)
  • ถ้าไม่ได้ทำงาน creative ไม่คุ้มเท่าไหร่

เหมาะกับ: Freelancer, designer, agency ที่ส่งไฟล์ใหญ่บ่อย, ทีมที่ใช้ Dropbox อยู่แล้ว


iCloud — เหมาะสำหรับ Apple ecosystem

ถ้าใช้ MacBook, iPhone, iPad — iCloud คือตัวเลือกแรกที่ควรพิจารณา เพราะ integrate กับ Apple ecosystem โดยตรง

จุดเด่น:

  • Sync รูปถ่าย iPhone/iPad ครบถ้วนและรวดเร็ว
  • iCloud Drive ทำงานใน Finder Mac ได้ smooth มาก
  • Backup iPhone/iPad ได้อัตโนมัติ
  • 50 GB ราคาถูกมาก (~฿35/เดือน)

จุดด้อย:

  • บน Windows ใช้ได้แต่ awkward มาก
  • Android แทบไม่รองรับ

เหมาะกับ: คนที่ใช้ Apple ecosystem (MacBook + iPhone)


สรุปแนะนำตามสถานการณ์

สถานการณ์แนะนำ
ใช้ Windows + Office ทำงานOneDrive (รวมอยู่แล้ว)
ใช้ Gmail + AndroidGoogle Drive (ฟรี 15 GB)
MacBook + iPhoneiCloud (ราคาถูกสุด)
Creative/Agency ส่งไฟล์ใหญ่Dropbox
ต้องการฟรีมากสุดGoogle Drive (15 GB) หรือ MEGA (20 GB)
ต้องการ storage มากสุดในราคาถูกOneDrive ผ่าน Microsoft 365 (1 TB + Office)

เทคนิค: ใช้หลายตัวพร้อมกันแบบไม่เปลืองเงิน

วิธีที่ช่างคอมใช้: ใช้ฟรีหลายตัวรวมกัน

  • OneDrive 5 GB → ใส่ไฟล์ Office + Documents สำคัญ
  • Google Drive 15 GB → ใส่รูปถ่าย + ไฟล์ทั่วไป
  • รวมกัน = 20 GB ฟรี โดยไม่จ่ายเงิน

ถ้ารูปถ่ายเยอะ ลอง Google Photos ซึ่งแยก quota ออกมา (ถ้าถ่ายโดย Google Pixel) หรือใช้ compressed quality


ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

แชร์บทความนี้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ผู้อ่านควรสำรองข้อมูลสำคัญทุกครั้งก่อนทำตามขั้นตอนใดๆ โยโยคอมพิวเตอร์ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปปฏิบัติ ผู้อ่านยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ

สุทินันท์ ปูคะภาค (โย) - ช่างคอมพิวเตอร์

เขียนโดย

สุทินันท์ ปูคะภาค (โย)

ช่างคอมพิวเตอร์ประสบการณ์กว่า 20 ปี จากจังหวัดสระบุรี แชร์ความรู้ไอทีผ่านบทความและวิดีโอ YouTube เพื่อให้ทุกคนแก้ปัญหาคอมได้ด้วยตัวเอง

ดูวิดีโอบน YouTube

บทความที่เกี่ยวข้อง